เทคนิคบริหารเวลาให้เป็น ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิต

เทคนิคบริหารเวลาให้เป็น ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิต

คุณเคยเป็นแบบนี้หรือไม่ รู้สึกว่ามีเวลาเท่าไหร่ก็ทำงานไม่ทัน ทำงานไม่เสร็จทันเวลา หรือไม่มีเวลาที่จะไปทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกเหนือจากเรื่องงาน อย่างเช่น การเดินทางท่องเที่ยว การทำบุญ การทำกิจกรรม การออกกำลังกายที่ชื่นชอบ เป็นต้น ถ้าใช่แล้วล่ะก็ต้องบอกเลยว่าทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารเวลาของตนเอง คือเราต้องรู้จักบริหารเวลาให้เป็น เพื่อให้เราสามารถที่จะจัดสรรเวลาต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว และมีเวลาเหลือที่จะไปใช้กับกิจกรรมอื่น ๆ

การบริหารเวลาคือ สิ่งที่จะช่วยทำให้เรามีเวลามากขึ้น วิธีการก็คือ จดรายการที่เราจำเป็นต้องทำทั้งหมด และรายการกิจกรรมแพลนต่าง ๆ ที่เราต้องการทำ เช่น การออกกำลังกายเป็นเวลา 1 ชม.ต่อวัน การไปท่องเที่ยวพักผ่อน 2 วัน 1 คืน หรือการไปเรียนภาษา เรียนศิลปะต่าง ๆ เพิ่มเติม เป็นต้น แล้วจึงนำตารางเวลาของตนเองมาใส่รายการที่จำเป็นต้องทำก่อนเข้าไปในตาราง กำหนดระยะเวลาในการทำงานให้ชัดเจน เช่น 8.00-17.00 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ ดังนั้นก็จะมีช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก็คือ ช่วงเย็นจนถึงก่อนนอน ของวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์ เราก็สามารถที่จะเพิ่มเติมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราชื่นชอบ อยากทำเพิ่มเติม ใส่ลงไปในช่องเวลาที่เหลืออยู่ โดยเริ่มแรกนั้นให้เราแพลนเป็นอาทิตย์ต่ออาทิตย์แล้วค่อย ๆ ปรับเป็นครึ่งเดือน ปรับเป็น1 เดือน

สิ่งสำคัญคือการรักษาเวลา เชื่อว่าในช่วงแรก ๆ นั้น เราก็อาจจะทำไม่ได้ตามแพลนที่วางไว้ทุกอย่าง ต้องมีในส่วนของเช็กลิสต์ที่เช็กกิจกรรมที่เราทำว่าเป็นไปตามเป้าหรือไม่ ซึ่งเราจะเห็นภาพได้ชัดขึ้นและเห็นสาเหตุของปัญหาว่าเราไม่สามารถที่จะทำได้ตามตารางที่วางไว้เพราะอะไร ให้เราปรับแก้ไขในส่วนนั้น ๆ แล้วจึงเช็กลิสต์อีกครั้งหนึ่ง เช่นถ้าเราไม่สามารถที่จะทำงานเสร็จได้ตามเวลาเนื่องจากเราเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ระหว่างนั้น เช่น การดูหนัง ดูละคร การเล่นอินเทอร์เน็ต ก็ให้มีการปรับแก้ในส่วนนี้ เพื่อจะได้ทำตามตารางที่วางไว้ได้ ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราอยากทำจริง ๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารเวลานอกเหนือไปจากการจัดสรรปันส่วนเวลาที่ดีแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติอย่างตัวเราเองก็ต้องมีวินัย ไม่ยอมให้สิ่งเร้าต่าง ๆ เข้ามารบกวนจนทำให้เรามีตารางเวลาที่ผิดเพี้ยนไป โดยในส่วนนี้ต้องอาศัยการฝึกฝน การทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเกิดความเคยชินและเกิดเป็นนิสัย

เมื่อทำตามที่จัดสรรเวลาไว้แล้วระยะหนึ่ง ก็ประเมินดูว่าได้ผลน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน ได้มีเวลาทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นและมีเวลาพักผ่อนอย่างที่ต้องการหรือไม่ เพื่อปรับแผนงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม

สูตรลับบริหารเวลาทำงานแบบที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

สูตรลับบริหารเวลาทำงานแบบที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดคนทำงานเก่ง ๆ ที่ตารางงานแน่นทุกวัน กลับสามารถมีความสุขในการใช้ชีวิตและสนุกได้เสมอไม่ว่าปริมาณงานจะเยอะหรือมีนัดประชุมถี่ขนาดไหน เทคนิคสำคัญของบุคคลเหล่านี้คือการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในวันทำงาน เพราะหากจัดการเวลาทำงานได้ดี แน่นอนว่าเรื่องงานจะไม่ส่งผลกระทบในวันพักผ่อน และสำหรับใครที่อยากบริหารเวลาให้ดีสุด ๆ เรามีเทคนิคการบริหารเวลาแบบง่าย ๆ มาฝากกัน ซึ่งรับรองว่าจะช่วยให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานให้น้อยลงอีกด้วย

To Do List ตัวช่วยให้ชีวิตทำงานเป็นเรื่องง่าย
ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นหรืออายุมากขึ้นเท่าไหร่ แน่นอนว่าภาระงานต้องมากขึ้นตามไปด้วย และการต้องรับบทหนักทุกวันอาจทำให้หลงลืมทำงานบางอย่าง ดังนั้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายคนจึงใช้เทคนิคการทำ To Do List หรือการลิสต์ตารางงานว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดอาการหลงลืมได้เป็นอย่างดี

จัดลำดับความสำคัญ
เมื่อเห็นลิสต์ที่ต้องทำแต่ละวันแล้ว ลำดับต่อไปคือการเรียงลำดับความสำคัญว่างานอะไรเร่งด่วนหรืองานอะไรที่รอได้ โดยหากเรียงลำดับเสร็จแล้วให้เริ่มทำงานสำคัญก่อนในช่วงเช้า เพราะเริ่มทำงานช่วงแรก ๆ สมองยังไม่เหนื่อยล้า อีกทั้งร่างกายยังรู้สึกสดชื่น เพราะฉะนั้นจะสามารถจัดการงานสำคัญหรืองานชิ้นใหญ่ได้ง่ายกว่าการยกไปทำช่วงบ่าย

เช็กอีเมลก่อนเริ่มงาน
แน่นอนว่าคนทำงานจำเป็นต้องเช็กอีเมลเสมอ และช่วงเวลาก่อนเริ่มงานคือช่วงเวลาที่ควรเช็กอีเมลและตอบกลับอีเมลให้เสร็จสิ้น เพราะบางครั้งการสั่งงานมาในรูปแบบอีเมล การเช็กอีเมลก่อนเริ่มทำงานจะทำให้คุณไม่พลาดการถูกสั่งงาน การทำงานจึงรัดกุมและไม่มีงานชิ้นไหนที่ตกหล่นไป

อย่าลืมหาเวลาพักเบรกเป็นระยะ ๆ
การหาช่วงพักเบรกระหว่างทำงานเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม เพราะอาจคิดว่าแต่ละวันต้องแบกรับปริมาณงานมหาศาล ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่รู้หรือไม่ว่าการหาช่วงเบรกเพียง 10-15 นาที กลับทำให้ร่างกายสดชื่นและลดความเครียดไปได้มาก ดังนั้น เมื่อทำงานเสร็จ 1 ชิ้น แนะนำให้ให้ลุกไปดื่มน้ำ ยืดเส้นยืดสาย หรือฟังเพลงชิลล์ ๆ สักเพลงก่อนเริ่มงานชิ้นถัดไป เพียงเท่านี้สมองจะเหนื่อยล้าน้อยลง และร่างกายยังไม่เครียดอีกด้วย

แม้ว่าการบริหารเวลาในวันทำงานดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคนที่ตารางงานแน่นเสียเหลือเกิน แต่ถึงอย่างนั้นหากสามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าชีวิตทำงานจะต้องง่ายและเป็นระเบียบยิ่งขึ้น ที่สำคัญการบริหารจัดการเวลาเป็นอย่างดีทุกวันจะช่วยจัดการชีวิตให้เป็นระเบียบและเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน

รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย หัวใจของการบริหารเวลาอย่างมืออาชีพ

รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย หัวใจของการบริหารเวลาอย่างมืออาชีพ

ทุกคนเกิดมาย่อมมีวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะบริหารจัดการเวลาของตนเองอย่างไรและในบทบาทหน้าที่อะไร เพราะ “เวลา” คือสิ่งล้ำค่าและน่ามหัศจรรย์ เวลาไม่สามารถซื้อเพิ่มได้ เก็บไว้ก็ไม่ได้ หากผ่านเลยไปก็ไม่มีทางที่จะย้อนกลับมา ดังนั้น วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีบริหารเวลาอย่างมีคุณค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเราเองกันดีกว่านะคะ

ก่อนอื่นเราควรรู้จักความหมายของการบริหารเวลา สิ่งนี้มีพื้นฐานและเป้าหมายเพื่อกำหนดและควบคุมให้ปฏิบัติงานนั้น ๆ สำเร็จลุล่วงตรงตามระยะเวลาที่กำหนด ภายใต้วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางแผนงานเอาไว้ นำมาซึ่งผลสำเร็จและประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้น การบริหารเวลาที่ดีอย่างมืออาชีพ นอกจากจะทำให้ตนเองสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว ยังมีเวลาพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ และมีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถทำได้ภายใต้หลักการบริหารเวลา โดยอาศัยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และมีวินัย ดังต่อไปนี้

  1. การเริ่มต้นวันใหม่ทุกวันด้วยความสดชื่นแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ค้นหาความสุขจากการทำงาน เริ่มด้วยการปรับวิธีคิดและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ มีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เราคิดและตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จอันเป็นจุดหมายสำคัญ
  2. ตั้งเป้าหมายและเขียนเป้าหมายเหล่านั้นออกมา จดใส่กระดาษหรือโน้ตไว้ในโทรศัพท์ ก็จะช่วยให้มีความชัดเจนและอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กำหนดได้ในแต่ละช่วงเวลา
  3. กำหนดหลักเกณฑ์และกรอบต่าง ๆ เพื่อความเหมาะสมในการทำงาน
  4. มีวินัยในการใช้เวลาทำกิจกรรมแต่ละประเภท เช่น ขณะเวลาทำงานจะไม่รับโทรศัพท์สายไม่สำคัญ ไม่ใช้โซเชียล หรือเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ การมีวินัยจะช่วยให้สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้แบบชำนาญไปเองโดยอัตโนมัติ และช่วยประหยัดเวลาได้อย่างมาก
  5. ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ในชีวิตอย่างสมดุล ทั้งในการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ พักผ่อนหย่อนใจโดยการทำในสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งนี้จะทำให้ใช้เวลาได้อย่างมีประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด
  6. มีความกล้าหาญ ความรับผิดชอบ เสียสละ และไม่ย่อท้อต่อการงานที่ยากที่สุด ด้วยความตั้งใจจริงและมุมานะเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมาย
  7. ควรเผื่อเวลาไว้ 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งหากไม่เกิดขึ้นเราก็จะมีเวลาได้พักหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย

การบริหารเวลาอย่างมืออาชีพ ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง จะพบว่าไม่ต้องเร่งรีบทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือจำต้องละทิ้งบางเรื่องเพื่อไปทำบางเรื่อง คุณจะมีเวลาทำสิ่งที่ต้องทำ และมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ด้วยการเริ่มต้นบริหารเวลาตั้งแต่วันนี้

ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต บริหารเวลาอย่างไร

ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต บริหารเวลาอย่างไร

ในแต่ละวันเราทุกคนมีเวลาจำกัด 24 ชั่วโมงเท่ากัน ผู้ที่บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จและรักษาสมดุลในชีวิตได้ดีกว่าคนอื่น

เรามาดูกันว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีเทคนิคจัดสรรเวลาอย่างไร

1.นอนไวตื่นเช้า
การนอนในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสองเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อนร่างกาย และทำให้สมองหลั่งสารฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น โกรทฮอร์โมน เพื่อการฟื้นฟูอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ และเมื่อตื่นเช้าในช่วงตีห้าถึงหกโมง ก็จะทำให้ได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ที่กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมต่อการทำงานได้ดีตลอดวัน

2.จัดลําดับความสําคัญของงาน
ในแต่ละวัน เรามีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ควรแบ่งงานให้ได้ 4 ประเภท คืองานที่สำคัญและเร่งด่วน เป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนในขณะที่ยังมีกำลังกายและกำลังสมองเต็มเปี่ยม รองลงมาคืองานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน แม้ไม่รีบแต่ก็ไม่ควรพลาดเพราะอาจจะส่งผลเสียต่อองค์กรได้ และสองประเภทสุดท้าย คือ งานไม่สำคัญแต่เร่งด่วน และงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน ที่ควรมอบหมายให้ผู้อื่นทำหรือเลื่อนไปจัดการในวันอื่นที่มีเวลาว่างมากกว่า

3.ปฏิเสธอย่างมืออาชีพ
หลายครั้งที่ผู้คนมักความเกรงใจเมื่อมีเพื่อนร่วมงานมาขอความช่วยเหลือ ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าสมควรช่วยเหลือหรือไม่ กรณีเป็นงานเร่งด่วนที่หากทำไม่สำเร็จ จะส่งผลเสียต่อภาพรวมองค์กร ก็ควรแสดงน้ำใจช่วยเหลือกัน แต่หากการทำงานนั้น ๆ ต้องทำให้เราสูญเสียเวลาที่จำเป็นในการรับผิดชอบงานที่สำคัญของตัวเองให้สำเร็จ ก็ต้องกล้าปฏิเสธ โดยหาทางออกให้ด้วยการแนะนำวิธีสืบค้นข้อมูล สอนเทคนิคการทำงาน ฯลฯ ให้แทน

4.เคร่งครัดในตารางเวลา
เมื่อจัดตารางเวลาทำงานแล้ว ควรรักษาวินัยให้ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้การทำงาน การจัดสรรเวลาแก่ครอบครัวและการพักผ่อนมีสมดุลในทุกวัน ไม่ควรหาเหตุผลอ้างให้ตัวเองในการทำงานไม่สำเร็จตามตาราง เช่น ขาดอุปกรณ์ในการทำ รถติด ง่วงนอน เบื่องาน ฯลฯ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาคือสถานการณ์ที่ทำให้ได้ใช้ศักยภาพของตัวเราเองให้เต็มที่มากขึ้น และจริงจังกับการจัดสรรชีวิตแต่ละวันให้ดีที่สุด

5.งดใช้สื่อโซเชียล
การเปิด Facebook การใช้ Line เช็คอีเมล์ ดูคลิปยูทูป เช็คผลบอลสด 7m ในระหว่างวันจะทำให้เสียสมาธิในการทำงาน ทำให้มีความผิดพลาดในชิ้นงานมากขึ้นได้ จึงควรกำหนดเวลาให้ใช้สื่อโซเชียลในช่วงเวลาพักเที่ยงถึงบ่ายโมงหรือเวลาหลังเลิกงานเท่านั้น

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพตามวิธีที่กล่าวมาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เป็นคนมีวินัยในชีวิตมากขึ้น เห็นความสำคัญของเวลาในทุกขณะ และลดปัญหาการทำงานไม่ทัน หรือหลงลืมสิ่งที่สำคัญได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตล้วนยึดมั่นในหลักการที่กล่าวมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายชีวิตได้ในเวลารวดเร็ว

ทำอย่างไร บริหารเวลาได้แบบเศรษฐี

ทำอย่างไร บริหารเวลาได้แบบเศรษฐี

ไม่มีใครที่อยากฐานะยากจน ทุกคนอยากเป็นเศรษฐี มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย มีอิสรภาพในการใช้ชีวิตแบบที่ชอบ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ไม่สามารถร่ำรวยได้ตามต้องการนั้นมักมาจากพื้นฐานอันได้แก่ การบริหารจัดสรรเวลาได้ไม่ดีพอ จึงทำให้เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างมีคุณค่าน้อยกว่าที่ควรเป็น

เรามาดูกันว่า ถ้าคุณอยากบริหารเวลาแบบเศรษฐี ต้องทำอย่างไรบ้าง

  1. ใช้เวลา 1,440 นาทีอย่างดีที่สุด

มีผู้คำนวณว่าทุกวันเรามีเวลา 1,440 นาที ในการทำเงินเข้ากระเป๋า ในขณะที่คนจำนวนมากปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการนอนหลับพักผ่อน การเล่นเกมส์ ดูหนังซีรีส์หรือใช้สื่อโซเชียลมากเกินจำเป็น จนทำให้เวลา 1,440 นาทีร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ผ่านไปทุกวัน ส่วนคนที่เป็นเศรษฐีกลับคำนึงถึงคุณค่าของเวลาเหล่านั้น ว่าสามารถนำมาใช้ในการทำงานสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ๆ และผลิตเงินเข้ากระเป๋าได้อีกมาก

  1. ให้เวลากับเรื่องสำคัญเท่านั้น

งานแต่ละอย่างมีความสำคัญไม่เท่ากัน การจัดลําดับความสําคัญและเร่งด่วนของงานถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ทุกวันคุณมีสิ่งที่ต้องทำนับสิบอย่าง แต่ต้องเลือกทำงานที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุดมาทำเป็นอันดับต้น ๆ โดยต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จด้วย ไม่ว่าจะพบปัญหาอย่างไรก็ต้องแก้ไขให้ลุล่วง ส่วนงานที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ หรืองานที่ไม่สำคัญ ต้องยกไปไว้อันดับสุดท้าย เพราะถึงแม้จะพลาดไป ก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อเส้นทางการสร้างความร่ำรวยของคุณ

  1. เลือกตื่นเช้าตรู่

มีการศึกษาตามหลักแพทย์แผนจีนพบว่า ช่วงเวลาตีสามถึงตีห้าเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการตื่นนอน เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูปอด ผู้ที่เป็นมหาเศรษฐีทั่วโลกมักจะตื่นแต่เช้าเพื่อการออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ ทำสมาธิ และวางแผนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันแบบไม่รีบร้อน เพื่อให้การงานที่จะทำมีความรอบคอบมากที่สุด การตื่นแต่เช้ายังทำให้มีเวลาเหลือในการทบทวนเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ตามแนวทางที่วางไว้อย่างเคร่งครัดด้วย

  1. ให้เวลากับการพัฒนาตนเอง

ในช่วงเวลาก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง ต้องกำหนดเป็นเวลาส่วนตัวในการอ่านหนังสือที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ เสริมจินตนาการหรือความคิด หรือดูคลิปวิดีโอแนววิเคราะห์ข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกฉานยิ่งขึ้น และสามารถไปต่อยอดไอเดียให้แก่ธุรกิจแบบนอกกรอบได้อย่างไม่จำกัด

จะเห็นได้ว่าการบริหารเวลาอย่างมหาเศรษฐีนั้น มีเทคนิคที่สำคัญอยู่หลายอย่าง หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ในทุกวัน เพื่อก้าวสู่ความมั่งคั่ง สามารถเป็นเศรษฐีในอนาคตได้เช่นกัน

อยากประสบความสำเร็จตั้งแต่ก่อนอายุ 35

อยากประสบความสำเร็จตั้งแต่ก่อนอายุ 35

การประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในเรื่องของการงาน การเรียน และความมั่งคั่ง เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถสร้างรายได้ทำงานได้ตั้งแต่อายุน้อย ร่วมกับการมีเทคโนโลยีและการตลาดออนไลน์ที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพและทำให้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน การจะประสบความสำเร็จก่อนวัย 35 ปี จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป มีอะไรที่ควรทำ หากต้องการประสบความสำเร็จเช่นนี้

การจะมีกำลังสมองที่แจ่มใส ต้องมาจากสุขภาพกายที่แข็งแรง จึงต้องไม่ละเลยการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ที่จะทำให้กระทบต่อความสามารถในการทำงานด้วย คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย จะสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกันได้โดยมีการจัดสรรเวลาอย่างลงตัว เพื่อรักษาสมดุลในการทำงาน การเรียน การให้เวลากับคนรักได้โดยไม่มีปัญหา จึงต้องฝึกคิดและวางแผนอย่างเป็นระบบอยู่เสมอ

มีความตั้งใจสูง

ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของคนที่ประสบความสำเร็จ การพร้อมลุยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็พร้อมที่จะรับมือแก้ไข โดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาใด ๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เป็นนิสัยตั้งแต่วันนี้ รวมถึงการใฝ่หาความรู้ ช่องทางการศึกษาความรู้ใหม่ ๆ มีมากมาย ทั้งข่าวสารออนไลน์ บทวิเคราะห์การเมืองการลงทุน การเรียนคอร์สออนไลน์ การเข้ากลุ่มสัมมนาเฉพาะด้าน ฯลฯ ผู้ที่ไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ จะสามารถปรับตัว แก้ไขปัญหา หรือบริหารความเสี่ยงได้ทันต่อสถานการณ์ จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

ลงทุนอย่างมีความรู้ จะทำให้เพิ่มมูลค่าของเงินและทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ก้าวกระโดดได้ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น กองทุน พันธบัตร ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่จะแนะนำเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้จากระดับพื้นฐานด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย

รู้จักปฏิเสธหรือตัดสิ่งไม่จำเป็นออก

หลายเรื่องในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งไม่จำเป็น หรือทำให้ใช้เวลามากเกินไป ต้องรู้จักวางเฉยหรือตัดออกบ้าง รวมถึงการขอความช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสม เช่น เพื่อนร่วมงานต้องการให้ช่วยแบ่งเบาภาระงาน หากคุณเองยังมีสิ่งที่ต้องทำและสำคัญกว่า ก็ต้องรู้จักปฏิเสธเช่นกัน จึงจะทำให้แผนงานที่วางไว้ลงตัวและก้าวสู่ความสำเร็จได้ตามต้องการ

มีหลายเรื่องที่เราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกันได้ ถ้าต้องการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยเพื่อเป้าหมายคือการมีอิสระทางการเงิน และการใช้เวลาที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

Time Management

กุญแจสำคัญเรื่อง Time Management เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

เพื่อให้มีความระเบียบสม่ำเสมอในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า ช่วงสายหรือบ่าย ช่วงเย็น ก็จะช่วยให้ร่างกายมีการปรับตัวสอดคล้องกับจังหวะกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง เรามีกุญแจสำคัญการบริหารเวลาให้ลงตัวเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ช่วงเวลาเข้านอน

การแพทย์แผนโบราณได้รับรู้มาตั้งนานแล้วว่า การนอนหลับที่มีการบริหารเวลาจะทำให้นอนมีคุณภาพ กล่าวคือ ให้เข้านอนประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่ม ส่วนการตื่นนอนตี 5 ก็จะช่วยให้อวัยวะร่างกายลงตัว มีความสดชื่น อารมณ์เบิกบาน ดวงตาแจ่มใสเปล่งประกายและมีผิวพรรณที่มีน้ำมีนวล ในทางตรงข้ามหากไม่นอนตอนกลางคืนแต่มานอนตอนกลางวันหรือนอนไม่เป็นเวลาแบบมีการเปลี่ยนเวลาไปมา ทำให้แพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนได้กล่าวไว้ว่า มีโอกาสทำให้ตับร้อน ปอดชื้นและไตไม่ค่อยดีได้ กลุ่มนักดูบอลที่ชอบดูบอลออนไลน์ดึกๆ ควรเปลี่ยนมาอ่านทีเด็ดบอลยามสายๆของวัน เปิดบิลแทงตามเซียน แล้วนอนหลับไว้ค่อยมาเช็คผลบอลเมื่อคืนในรุ่งเช้าแทน เพื่อสุชภาพ เพราะฉะนั้น หากใครที่ไม่สามารถนอนและตื่นในช่วงเวลานี้ได้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ให้เปลี่ยนนิสัยความเคยชินด้วยการตั้งใจประมาณ 3 วัน ก็จะพบว่ามีความรู้สึกสดชื่น มีพลังเหมือนเป็นคนใหม่

7 โมง รับประทานอาหารเช้า

การรับประทานอาหารเช้าประมาณ 7 โมง อาจจะก่อนหรือหลังไม่มากนักก็ได้ แต่อย่าไปรับประทานเวลาที่ติดกับมื้อเที่ยงเนื่องจากผิดเวลา เพราะฉะนั้น ควรให้มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด หมายความว่า รับประทานให้อิ่มเพื่อจะได้มีพลังงานใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งวัน แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยโดยเฉพาะคนในปัจจุบันไม่รับประทานอาหารเช้า หรือมีการดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียว ขนมปังสักชิ้นหรือสองชิ้น เนื่องจากตื่นสาย ส่วนใหญ่เกิดจากการนอนดึกทำให้รุ่งเช้ากลัวว่าจะไปทำงานไม่ทัน ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าในลักษณะนี้ถือว่าไม่เหมาะกับการรักษาสุขภาพ จึงควรจัดเวลาทานอาหารเช้าให้เป็นนิสัย

12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง

อาหารมื้อเที่ยง คือ ช่วงเวลาพักเที่ยงถึงบ่ายโมง ไม่ใช่มีอารมณ์ตอนไหนก็รับประทานตอนนั้นเพราะจะทำให้สุขภาพแย่ หน้าตาจะซูบเซียวและโทรมได้ ส่วนปริมาณควรรับประทานอย่างพอดี

18.00 น. รับประทานอาหารมื้อเย็น

อาหารมื้อเย็นจะรับประทานหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าจะรับประทานก็ควรทานปริมาณที่ไม่มาก เพราะอีกไม่นานก็จะนอนแล้ว ในทางตรงข้าม หากรับประทานมากเกินไป จะทำให้เป็นภาระต่อร่างกายในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร

การบริหารดังกล่าวข้างต้น ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดไว้ว่า เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีนาฬิกาชีวภาพอยู่จริง ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาอวัยวะแต่ละอย่างจะมีหน้าที่เด่นแตกต่างกัน ดังนั้น คุณควรปรับชีวิตในแต่ละวันให้สอดคล้องกับการบริหารเวลา โดยเฉพาะการรับประทานอาหารและเวลานอนเพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง และยังทำให้มีพลังไปทำกิจกรรมได้ทั้งวัน

บริหารเวลาแบบมหาเศรษฐีเขาทำกันอย่างไร

บริหารเวลาแบบมหาเศรษฐีเขาทำกันอย่างไร

บริหารเวลาแบบมหาเศรษฐีเขาทำกันอย่างไร

ใน 1 วัน เรามีเวลาเท่ากัน คือ 1440 นาที ผู้ที่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าทุกนาทีย่อมทำให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุดในการสร้างรายได้ ควบคู่กับการมีสุขภาพกายและใจที่ดี เมื่อบริหารเวลาได้เป็นมืออาชีพ ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตที่ก้าวไกลและเร็วกว่าคนอื่นที่อยู่ในช่วงอายุเท่ากันด้วย

เรามาดูกันว่ามหาเศรษฐีทั้งในไทยและต่างประเทศ มีหลักการในการบริหารเวลาอย่างไรบ้าง

1.มีทัศนคติที่ดีว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด

แม้ว่าเงินทอง บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน จะมีมูลค่าราคาแพงมากแค่ไหน แต่อย่างไรก็ไม่เท่ากับเวลาที่คุณมีอยู่ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหาทดแทนได้ ผู้ที่เป็นมหาเศรษฐีนั้น ต่างรู้จักบริหารเวลาเป็น เลือกให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตบรรลุเป้าหมายเท่านั้น เพื่อให้การใช้เวลาของเขามีคุณค่าที่สุด

2.เลือกใส่ใจทำงานที่สร้าง passive income

ในเมื่อ 1 วัน คุณมีเวลาจำกัดที่ 1440 นาที ดังนั้น จึงต้องเลือกว่าควรทำกิจกรรมใดก่อนหรือหลัง มหาเศรษฐีทั่วโลกจะเน้นการสร้างรายได้แบบ Passive Income โดยไม่จำเป็นต้องลงแรงหรือลงมือด้วยตัวเองไปจนตลอด เช่น การลงทุนผ่านกองทุนหรือการเล่นหุ้น ซึ่งจะทำให้มีผลลัพธ์ที่แตกต่างก้าวกระโดด ไม่เหมือนการใช้แรงทำงานเพื่อรับค่าจ้างเป็นรายวันหรือรายเดือน เพราะหากเป็นแบบนั้น เมื่อหยุดก็จะไม่สามารถได้เงินค่าตอบแทนใด ๆ นั่นเอง ดังนั้นสิ่งใดที่ส่งผลให้เกิดรายได้แบบ Passive Income ผู้ที่เป็นมหาเศรษฐีจะไม่นิ่งนอนใจที่จะทำเป็นอันดับต้น ๆ

3.เชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง

หากอ่านหนังสือแนวฮาวทูแล้วพบว่าผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำการบันทึกสิ่งที่ต้องทำไว้เป็นประจำ ว่าอันดับ 1 2 3 คืออะไร ควรทำกิจกรรมอย่างไรเวลาไหน แต่หากไปอ่านบทสัมภาษณ์ผู้เป็นมหาเศรษฐีชั้นนำ ซึ่งมีอยู่จำนวนน้อยของโลก จะพบว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำตามทฤษฎีเหล่านี้ แต่เลือกที่จะทำตามความเชื่อมั่นหรือสัญชาตญาณของตัวเอง ทำสิ่งที่รู้สึกว่าต้องทำในช่วงจังหวะเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่รอเวลาหรือปฏิทินการทำงาน ซึ่งผลลัพธ์ย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป

4.ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาเช้า

การตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อออกกำลังกาย ฝึกสมาธิและทำงานชิ้นสำคัญก่อน จะทำให้คุณใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ที่สุด ซึ่งมีการใช้คำว่า The Miracle morning คือ ช่วงเวลาเช้าเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะใน 60 นาทีแรกของวัน หากคุณทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ ย่อมพัฒนาตัวเองให้เติบโตทุกด้านได้ไกลกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน

มหาเศรษฐีจำนวนมากใช้หลักการบริหารเวลาที่เรากล่าวมาเป็นประจำ เพื่อเห็นผลในทางปฏิบัติได้ในเวลาไม่นาน เราหวังว่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้อ่านนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อบริหารเวลาของตัวเองได้อย่างดีด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับการบริหารเวลา เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เคล็ดลับการบริหารเวลา เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เวลาของทุกคนมีเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าใครก็ได้รับความยุติธรรมเพราะได้มาฟรีและมีอยู่จำกัด ถ้าได้ใช้หมดไปแล้วก็ไม่สามารถซื้อหรือขอยืมใครได้ แต่ทำไมบางคนกลับบ่นว่า ไม่มีเวลา จึงทำให้มีข้ออ้างในสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต้องทำ ซึ่งกว่าจะรู้ก็สายไปแล้ว เช่น ไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือดูแลตัวเอง กว่าจะเห็นความสำคัญได้ก็ต่อเมื่อนอนป่วยอยู่บนเตียงแล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเคล็ดลับการบริหารเวลาเพื่อจะได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

เคล็ดลับการบริหารเวลา

เคล็ดลับที่ 1 จัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง

การเรียงลำดับในสิ่งที่มีความสำคัญก่อนหลังเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าไม่ได้จัดลำดับความสำคัญลดหลั่นกันไป ทำให้มองว่าทุกอย่างสำคัญไปหมด แล้วเลือกที่จะลงมือทำสิ่งที่เรารู้สึกอยากทำก่อน ก็จะไปกินเวลาในสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ หรือสิ่งที่สำคัญมากกว่าก็ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องของการไม่มีเวลาตามมา

กรณีสำหรับคนที่ต้องทำงาน จะดีไม่น้อยเลยหากมีการใช้หลักการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังก็จะช่วยลดปัญหางานค้างได้ดี ซึ่งมีทั้งหมด 4 หลักการ ประกอบด้วย หลักการที่ 1 งานที่ต้องทำวันนี้และเดี๋ยวนี้ คือ งานที่สำคัญและเร่งด่วน หลักการที่ 2 งานที่ควรทำวันนี้ คือ งานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน หลักการที่ 3 งานที่ควรทำวันพรุ่งนี้ คือ งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน หลักการที่ 4 งานที่ทำวันไหนก็ได้ คือ งานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

เคล็ดลับที่ 2 จัดการเวลาออกเป็น 3 ส่วนเท่ากัน

การจัดการเวลา 24 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน หมายความว่า ให้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงเท่ากันหมด โดยส่วนที่หนึ่ง 8 ชั่วโมงของการนอนหลับ โดยให้เน้นเวลาเข้านอนเป็นหลัก ไม่ใช่เวลาตื่นนอน ซึ่งจำนวนชั่วโมงแต่ละคนไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะเป็น 8 ชั่วโมง ส่วนที่สอง 8 ชั่วโมงของการทำงานหรือเรียนหนังสือ ส่วนที่สาม 8 ชั่วโมง จัดการในเรื่องต่าง ๆ นอกเหนือจากส่วนที่หนึ่งกับสอง ไม่ว่าจะเป็น การเดินทาง เข้าสังคม กิจกรรมยามว่าง งานอดิเรก ออกกำลังกาย อาบน้ำแต่งตัว หรืออื่น ๆ

เคล็ดลับที่ 3 จัดสรรเวลาอย่างมีวินัย

สิ่งที่ทำอยู่หากไม่มีวินัยในการบริหารเวลา โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้ดึงเวลาจนเสียหายได้ เช่น เล่นเกมส์ เที่ยวกลับดึกมาก ดื่มแอลกอฮอล์จนเมา เป็นต้น เพราะต่อให้มีการจัดสรรเวลาที่ดี ก็อาจจะรวนไปหมด จนกระทั่งไม่มีเวลาเหลือในการทำอะไรที่สำคัญหรือทำอะไรไม่ค่อยทัน นำไปสู่ความวุ่นวายในชีวิตประจำวันได้

ยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสารเต็มไปหมด ทำให้โลกเปลี่ยนไปเร็วและการสื่อสารก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้คนจำนวนมากมีความรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องแข่งขันกับงาน แข่งกับเวลาและแข่งกับตัวเอง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องบริหารเวลาเพื่อจะได้มีวิถีชีวิตที่สบายขึ้น โดยไม่ต้องรีบร้อนลุกลี้ลุกลนนั่นเอง

เคล็ดลับการบริหารเวลา

หลักการบริหารเวลาของคนดังระดับโลก

หลักการบริหารเวลาของคนดังระดับโลก

การบริหารเวลาเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญกับชีวิต หากคุณอยากให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้จักบริหารเวลาให้เป็น บางคนเข้าใจว่าการบริหารเวลาเป็นเรื่องของนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็พูดถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น จะให้ถูกต้องทั้งหมดก็คือการบริหารเวลาเป็นเรื่องของคนทุกคน ในการจัดสรรเวลาของชีวิตในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนให้สามารถจัดการกับหน้าที่ ความรับผิดชอบให้สัมฤทธิ์ผลได้มากที่สุด และสามารถบาลานซ์ชีวิตให้มีความสมดุลคือ ไม่หนักเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องครอบครัว เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปจนทำให้ด้านอื่นเสียหายไปนั่นเอง เรามาดูกันว่าคนดังที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับโลกนั้น เขามีหลักการบริการเวลาตัวเองอย่างไร

บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เราต่างก็ทราบกันดีว่าเวลาของประธานาธิบดีไม่ว่าจะเป็นของประเทศไหนก็คงจะยุ่งวุ่นวายทั้งวัน เพราะมีงานที่รอให้ตัดสินใจและหน้าที่มากมายให้ปฏิบัติ หากไม่รู้จักการบริหารเวลาที่ดีแล้ว เชื่อแน่นอนว่างานก็คงจะกินเวลาส่วนตัวและเวลาครอบครัวไปอย่างแน่แท้ แต่ไม่ใช่สำหรับอดีตประธานาธิบดีอย่างบารัค โอบามา คนนี้อย่างแน่นอน เพราะเขาได้บริหารและจัดการเวลาอย่างดีจนสามารถจัดการชีวิตของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

โอบามา เริ่มต้นกิจกรรมของวันด้วยการตื่นขึ้นมาออกกำลังกายทุกวันก่อนไปทำงาน และใช้เวลา 1 ชั่วโมงแรกของการทำงานจัดการกับสิ่งที่ต้องทำโดยเรียงจากลำดับเอาเรื่องที่มีความสำคัญขึ้นมาทำก่อน โดยจัดแจงให้แล้วเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนในเวลาช่วงระหว่างวันก็ปฏิบัติภารกิจตามตารางนัดหมายไป และเวลาช่วงเย็นก็ให้เป็นเวลาของครอบครัวโอบามาจะกลับมาทานข้าวเย็นและดูแลลูก ๆ ในช่วง 6 โมงเย็น หลังจากนั้นจะกลับไปเคลียร์งานอีกครั้ง และเขาจะอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในทุก ๆ คืนก่อนเข้านอน

บารัค โอบามาเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่บริหารจัดการเรื่องเวลาได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เป็นประธานาธิบดีที่เน้นเรื่องการบริหารประเทศเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันครอบครัวก็สำคัญกับเขาเช่นกัน เขาจึงต้องให้เวลากับครอบครัวในทุก ๆ เย็น และเรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจด้วย เพราะสติปัญญาที่ดีมักจะอยู่ในสภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้ว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีเขาก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เขายังอ่านหนังสือเพิ่มเติมความรู้ในทุก ๆ วันทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการที่เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้น ส่วนหนึ่งย่อมเกิดขึ้นจากการจัดการบริหารเวลาที่ดีของเขาด้วยเช่นกัน

แล้วคุณล่ะ มีการบริหารเวลาในชีวิตแต่ละวันของคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง ส่วนไหนที่หนักเกินไปหรือขาดหายไปบ้าง สำหรับใครที่ยังไม่เคยจัดการจัดแจงหรือบริหารเวลาตัวเอง หรือใครที่รู้สึกว่าตัวเองยุ่งทั้งวัน ลองบริหารเวลาดูโดยเริ่มจากการลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำลงบนกระดาษ แล้วจัดลำดับความสำคัญ ทำสิ่งสำคัญก่อน เรื่องไหนด่วนให้เร่งทำ เรื่องไหนไม่ด่วนก็ค่อยทำทีหลังได้ หากคุณจัดการเวลาได้ดีแล้ว คุณจะรู้สึกว่าเหมือนมีเวลาในชีวิตมากขึ้นด้วย

บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา